นั่งรถไฟไป a book [part 1]

posted on 15 Aug 2009 13:36 by phuphu  in Article

ก่อนอื่นใดต้องขออภัยคุณนิ้วกลม ที่ชื่อเอนทรีนี้ไปคล้ายกับหนังสือ "นั่งรถไฟไปตู้เย็น" (แค่ไปตู้เย็น ...ผมขึ้นวินมอไซค์ปากซอยเรียกแล้วไปร้านเครื่องไฟฟ้าก็ได้แล้ว...แต่นี่พี่นิ้วกลมแกล่อรถไฟไปจีนเลย) - พูดเล่นน่ะครับ ...แต่ชื่อเอนทรีก็ตรงกับเนื้อหาจริง ๆ เพราะผมมากรุงเทพฯ ตั้งแต่วันพฤหัสฯ ที่ผ่านมาแล้วครับ เนื่องจากมีภารกิจต้องเป็นพลเดินสาร เพื่อนำราชโองการไปยังสำนักพิมพ์ a book และนำมันมอบให้กับ บก.บิ๊ก แห่ง ราชอาณาจักรอะบุ๊กแลนด์

ผมออกเดินทางจากเชียงใหม่เมื่อวันเย็นวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา โดยรถไฟขบวน 14 เวลา 16:30 น. โดยเลือกนอนตู้นอนชั้นบน เพราะผมเป็นคนชอบเล่นของสูง (เช่นเก็บมะพร้าว,ขึ้นเสาโทรศัพท์ ฯลฯ) ก็เลยอยากลองมานานแล้วว่าเวลานอนชั้นบนจะเป็นไง เพราะปกติผมจะนั่งแบบเก้าอี้แบบเอนตลอด รอบนี้เลยขอลองซักครั้ง เผื่อจะติดใจ...

นอนชั้นบน

แล้วผลก็คือ "ติดใจจริงๆ!!"
ก่อนอื่นต้องเรียนก่อนว่าตู้นอนแบบนี้นั่นจะมีขนาดพอดีตัวกับคนไทย และน่าจะยาวไม่เกิน 2 เมตรแน่นอน เพราะผมสูง 178 ยังรู้สึกว่ามันพอดีเป๊ะ อารมณ์เหมือนนอนในโลงศพ (อ่า...น่าจะเหมือนมั้ง ยังไม่เคยนอนแต่เดี๋ยวพอถึงเวลาก็จะรู้เองแหละ) ตู้นอนแบบนี้ไม่ใช่ว่าขึ้นรถไฟมาก็นอนเลย แต่จะเป็นที่นั่งเหมือนที่นั่งรถไฟทั่วไปที่ต้องหันหน้าเข้าหากันแล้วพอถึงเวลานอนเจ้าหน้าที่เขาจะมา transformer โช๊งเช๊งๆ กลายเป็นที่นอนในระยะเวลาเพียงเสี้ยวนาที จากที่นั่งธรรมดา...ก็กลายเป็นที่นอนหรูหราไฮโซในบันดล~

สายรั้ง

 แล้วไม่ต้องกลัวจะกลิ้งตก เพราะเขาจะมีสายยังชีพอยู่ 2 เส้น หน้าตาเหมือนก๋วยเตี๋ยวเส้นใหญ่สีน้ำตาล ซึ่งมันทนทานมาก ผมลองกลิ้งไปเพื่อทดสอบ ผลก็คือมันจะเด้งกลับมาที่เดิม เรียกว่าหมดห่วงสำหรับคนนอนดิ้น (นอกจากเอ็งจะดิ้นแบบนักกายกรรม...) ทีนี้พอตกดึกทุกคนก็จะมีเคหะสถานเป็นบ้านของตัวเอง ผมเรียกห้องนอนแบบนี้ว่า "ม่านรูดมินิ" เพราะทุกคนจะมีม่านรูดเป็นของตัวเอง ...และเมื่อกี้ ตอนก่อนหน้านี้พูดถึงที่นั่งแบบหันหน้ามองกันหลายท่านคงนึกถึงหนังเรื่อง "ปิดเทอมใหญ่ หัวใจว้าวุ่น" ที่มีฉากหนุ่มไทยวัยฉกรรจ์ได้ประสบพบเจอกับสาวญี่ปุ่นหุ่นสะบึมบนรถไฟ...

อาโออิ

 ...แต่่นั่นมันในหนังครับ โอกาสเป็นไปได้เท่ากับงมเข็มนาโนฯในมหาสมุทรแปซิฟิค ที่ผมเจอคือคนญี่ปุ่นหน้าตาเหมือนยากูซ่า (หัวโล้น ๆ ใส่เชิ๊ต มีหนวดครึ้ม ๆ กับทองเส้นบิ๊ก ๆ) ...ไอ้ผมก็นั่งเกร็งเพราะเฮียแกฟัง ipod อย่างสงบนิ่ง ไม่รู้ว่า่ฟังเพลงหรือฟังธรรม...เพราแกนิ่งจริง ๆ นั่งไปเกร็งไป (เงียบทั้งคู่) แอบคิดในใจทำไมไม่เป็น โซระ อาโออิ แบบในหนังฟะ!!? ซักพักเสียงโทรศัพท์ดังเข้า....เอ้า! พับผ่าเป็นสามซีก ที่แท้พี่ไทยเหมือนกัน แกคุยโทรศัพท์เสร็จ ผมเลยทักว่า "ตอนแรกผมนึกว่าพี่เป็นญี่ปุ่น" ...แกก็ตอบว่า "ผมก็นึกว่าคุณเป็นญี่ปุ่นเหมือนกันเลยไม่กล้าคุย..." ปุดโธ่ถัง! แกคงนึกว่าหน้าผมเหมือนทาคุยะ (อ๊วกกกกกก) แต่ผมดันไปนึกนึกว่าแกเหมือนยากูซ่าเสียฉิบ ผมก็เลยต้องขอโทษขอโพยเป็นการใหญ่....(แต่ขอโทษในใจนะ)

ทีนี้ก็มาถึงช่วงสันทนาการสุดระทึก...(กรุณาดูภาพปลากรอบ)

หลุมดำ

 หลายท่านเห็นแล้วก็คงรู้ว่านี่คือ "ส้วม" (เอ้า...เรียกให้สุภาพหน่อยก็ "ส้่วมครับ") นี่คือที่ ๆ คนขึ้นรถไฟเกือบทุกคนต้องคยเจอมัน แต่หารู้ไม่ มันไม่ใช่แค่ส้วมธรรมดา แต่มันคือส่วนผสมของเทคโนโลยีจากหน่วยงานวิจัยและพัฒนาทางธรณีวิทยาของประเทศญี่ปุ่น ร่วมกับองค์การอวกาศนาซ่า ของสหรัฐอเมริกา ...เราเรียกส้วมนี้ว่า "ห้องสุขาจำลองภัยพิบัติแผ่นดินไหวและสภาพมวลแรงดูดของหลุมดำ" หรือเรียกสั้น ๆ ว่า "ส้วมรถไฟ" (มันเกี่ยวกัีนตรงไหนฟะ???)

ถามว่ามันมีเป็นเทคโนโลยีขั้นสูงถึงเพียงนั้นเลยหรือ? ที่เห็นนี่ก็แค่ส้วมธรรมดาเองนะ??

หารู้ไม่แล้วคร๊าบบบ...ผมทดสอบมาด้วยตัวเองเลย และมั่นใจได้เลยว่านักบินนาซ่าก็ยังไม่เคยเจอแบบที่ผมเจอ เริ่มแรกก็คือการถอดกางเกง ถ้าท่านถอดกางเกงในห้องน้ำบ้านท่านมันคงสบาย ๆ ขำ ๆ ...แต่ืท่านลองถอดกางเกงเมื่อพบแรงสั่นสะเทือนระดับ 5  ริคเตอร์แล้วท่านจะหนาว ยิ่งใส่ยีนส์นะ แม่เจ้าโว้ย!! ปากจะไปฟาดกับคอห่านเอา แค่ยืนสองขายังยืนไม่ค่อยจะตรง นี่ต้องเหลือขาเดียวแล้วค่อย ๆ ถอดแบบเสียว ๆ อีก...ผมเนี่ยถึงกับรู้ซึ้งถึงความรู้สึกของคนในชาติที่เกิดเแผ่นดินไหวบ่อยแบบญี่ปุ่นจนถึงก้นบึ้งของตับเลยล่ะ...

หลังจากอาการน้ำในหูไม่เท่ากัน...เมื่อผ่านด่านแรกไปแ้ล้ว ท่านจะเจอกับด่านที่ 2 คือ "ด่านหลุมดำ" ลองนึกสภาพหลุมดำขนาดย่อมอยู่ใต้หว่างขาของท่านดูก็ได้ ด้วยเสียงประกอบเป็นเสียงลมกระหน่ำสวนรูดากขึ้นมา เรียกว่าสร้างความเสียวซ่านเป็นอย่างยิ่ง... แล้วถ้าถามว่ารูนี้เมื่อดูดแล้วจะไปไหน ก็ขอเฉลยว่าดูดแล้วมันก็ลงไปตรงรางรถไฟนั่นแหละครับ เขาถึงมีป้ายบอกว่า "กรุณางดใช้สุขาเมื่อรถเทียบสถานี" ...ไม่ต้องบอกก็รู้ครับ ใครทะลึ่งไปใช้ตอนนั้น เมื่อรถไฟไหลออกชานชลาไปแ้ล้ว นายสถานีอาจจะพบกับ ก้อนทอง+ชาเขียว ที่ถูกทิ้งไว้ให้ดูต่างหน้าก็เป็นได้...สร้างความสะอิดสะเอียนเป็นอย่างยิ่ง

ปล.เห็นวงกลมแดง ๆ ที่ผมวงไว้ในภาพไหมครับ? ...นั่นคือที่เหยียบเพื่อใช้กระบวนท่า "ธาราชำระปฏิกูล" (หรือเรียกแบบไม่ดัดจริตว่าน้ำล้างขี้ ล้างเยี่ยวนั่นเอง) หน้าตามันคล้ายที่เหยียบกระเดื่องกลอง ใครอยากสวมวิญญาณมือกลอง ลองเหยียบเป็นจังหวะเล่น ๆ ก็ได้ครับ...แต่กรุณาอย่าเหยียบเพลิน ไม่งั้นน้ำหมดโบกี้เดี๋ยวพี่ ๆ ท่านอื่นจะงานเข้านา~

หัวลำโพง

 และแล้วก็มาถึงสถานีรถไฟหัวลำโพง...ในตั๋วเขียนไว้่ว่าจะมาถึงราว 06:30 น. แต่รู้ไหมครับว่าผมมาถึง กทม.เวลาเท่าไหร่??? ....10 โมงเศษ ๆ ครับ.... และเวลาที่หายไปนี่หมดไปกับการที่รถไฟจอดในกรุงเทพฯให้รถยนต์ผ่านไปก่อน ...ให้รถยนต์ผ่านไปก่อน.... (ซ้ำอีก 4 รอบ) ...จะบ้าเรอะะะะ!!! รถไฟมันวิ่งบนราง แล้วจอดให้รถยนต์ผ่านไปก่อนเนี่ยนะ บอกได้เลยว่าตั้งแต่เลยสถานีดอนเมืองมา รถไฟมันจอดเกือบทุกแยกที่ตัดกับถนนเลยครับพี่น้อง เพื่อจอดให้รถยนต์สัญจรผ่านไปก่อน...เอ่อ ลองใช้เนื้องอกในสมองตรองซักนิดนะครับ รถไฟมันวิ่งบนรางเนี่ย แค่ปล่อยมันผ่านไป ขบวนไหนเกิน 1 นาที ผมให้มากระโดดถีบปากเจ้าหน้าที่การรถไฟเลย กับการให้รถยนต์ผ่านไปก่อนแล้วให้รถไฟมารอเนี่ย ผมก็ไม่รู้ว่ามันจะ gentleman ไปทำปลาดุกรัสเซียอะไร???

เกิดผมมีสอบที่กรุงเทพ 8 โมง...ก็บอกลาได้เลยครับ สอบก็ไม่ไ่ด้สอบ ยัดห่าอะไรก็ไม่ได้ยัด ดังนั้นสโลแกนรถไฟไทยคือ "เร็ว ๆ รถไฟไทยไม่...ช้าบรรลัยรถไฟไทยทำ" ดังนั้นในตั๋วบอกถึงเท่าไหร่ ให้คุณบวกไปซัก 2-4 ชั่วโมงเลยครับ จะได้มีเวลานั่งสมาธิสำรวมจิตไม่ให้ด่าบุพการีผู้บริหารการรถไฟไทยมากขึ้นอีกหน่อย...

และแล้วก็มาถึงกทม.ครับ ผมเข้าไปหาที่พักก่อน ก่อนตรงไปยังบริษัท a day ที่เอกมัยซอย 10...

 แต่พอไปถึงแล้วผมก็ดันหาออฟฟิศไม่เจอ...ถามคุณลุงข้างล่างแกบอกว่าออฟฟิศอยู่ชั้น 3 ...คือถ้าเรามองขึ้นไปจากข้างล่างเนี่ยเราจะเห็นเอกมัยช็อปปิ้งมอล์มีแค่ 2 ชั้นน่ะครับ ชั้นสามเราจะเห็นแต่ยอดไม้...ตอนแรกผมไม่เชื่อ เลยลองเดินขึ้นไป สิ่งที่ผมเห็นคือ... ถ้าที่นี่ไม่ใช่ออฟฟิศหนังสือ a book, นิตยสาร a day, นิตยสาร knock knock, นิตยสาร hamburger แล้วล่ะก็...ที่นี่ต้องเป็นรังของผู้ก่อการร้ายแน่นอนครับ ประมาณว่าผมเห็นผู้ก่อการร้ายหน้าจิ้มลิ้มกำลังเมาท์แตกกันหน้าออฟฟิศ a day เลย   ...เพราะไม่ว่าจะมองจากด้านล้าง ด้านข้าง ด้านไหน ๆ ก็ตาม ไม่เว้นมองมาจาก google earth คุณก็จะเห็นแต่สุมทุมพุ่มไม้เต็มไปหมด...ไม่เชื่อดูป้ายที่ผมเห็นตอนแรกได้ครับ...

อะบุ๊ก

 ป๊าดดด...

แค่ป้ายก็บอกแล้วว่าสำนักพิมพ์ a book นั่นรักษ์ธรรมชาติขนาดไหน ป้ายชี้ไปทางต้นไม้ใหญ่ด้านข้างซะงั้น (หารู้ไม่ แท้จริงแล้วสำนักพิมพ์ a book เป็นฉากหน้าขององค์กรอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมกรีนพีชก็เป็นได้...) คือถ้าที่นี่เป็นแหล่งของผู้ก่อการร้ายจริง ต่อให้ตำรวจไทยเก่งขนาดไหนก็ไม่มีวันจับได้หรอกครับ... ไม่รู้วินมอ'ไซค์หน้าปากซอยจะรู้หรือยังว่าตึกนี้มีบุคลากรทางด้านหนังสือแห่งหนึ่งของไทยกำลังทำงานกันอย่างขมักเขม้นอยู่...

ระหว่างที่ผมนั่งรอก บก.บิ๊ก อยู่นั้น...ทางพี่ทีมงาน a book ก็เอาหนังสือมาให้ผมอ่านเล่นครับ อ่านไปก็หัวเราะไปหลายเล่ม ผมก็นั่งอ่านรออย่างเมามันส์ และโดยเฉพาะเล่มนี้ครับ (นี่คือช่วงโฆษณาแฝงนะครับ...รับทราบโดยทั่วกัน)

abc strip

กับ abc: comic 'Strips' รวมผลงาน 30 นักวาดเขียนร่วม 200 แก๊ก!  ....อ่านเล่มนี้แล้วแทบวางไม่ลง!!! (เพราะบนโต๊ะมีมดเต็มไปหมด ไม่รู้ใครมากินขนมไว้...แย่จริงๆ) โดยเฉพาะกับการ์ตูนของเว็บมาสเตอร์ของบล็อกแถวนี้ที่มีชื่อคล้ายลูกชิ้นนั่นแหละครับ อ่านแล้วฮากลิ้งเลย มุกพี่แกทำผมน้ำหูน้ำตาไหล (ไม่เชื่อถามทีมงานหนังสือ a day กับ knock knockได้ครับ...ใครเดินไปเดินมาเวลานั้นจะพบกับไอ้ผมยาวเสื้อดำคนนึง นั่งหัวเราะคิก ๆ คัก ๆ ขึ้นมาแบบไม่ได้นัดหมายไว้ก่อน...หัวเราะแบบคนโรคจิตนิด ๆ ครับ ซึ่งผมเรียกอาการนี้ว่า "อาการหัวเราะแบบไม่สม่ำเสมอเพื่อรักษามาดและหน้าตา" (แต่ผลออกมาเหมือนไอ้โรคจิตที่หัวเราะหึหึออกมาโดยไม่มีสัญญาณบ่งบอกเหมือนเลือดออกในไรฟัน) ...และขณะที่ผมนั่งอ่านหนังสืออยู่นั่นเอง ก็พบว่ามีเสียงลึกลับขึ้นมาในบริเวณนั้น...!!

 

...

หรือว่าผมจะเจอเจ้าืที่เจ้าทาง...บริษัท daypoets เล่นงานเข้าให้แล้ว 
เพราะผมไม่ให้เกียรติสถานที่...หัวเราะรักษามาด หรือเพราะการใดก็ตามแต่ ผมจึงเร่งหาต้นตอของเสียงทันที เพื่อสกัดความกลัวที่เกิดขึ้นในจิตใจ และหวังว่าคงไม่เจอสิ่งที่คาดไว้ในตอนกลางวันแสก ๆ ผลก็คือ....

 

 

 

 

แมววว

 แม่เจ้า!!... หรือนี่คือ "เทพพิทักษ์ประจำบริษัท" ดังที่เขาร่ำลือกัน ที่พยานผู้พบเห็นกล่าวว่ามันพึ่งตกตึกมาไม่กี่วันก่อน...ส่วนผลเรอะ!! ...ก็แค่ปากแตก นี่ขนาดปากแตกนะ พี่ล่อน้ำเหมือนวิ่งข้ามซาฮาร่ามาสามวันสามคืน เอ๊ะ บริษัท นี้ยังไงเนี่ย ไม่มีน้ำแดงน้ำเขียวมาเซ่นท่านเทพพิทักษ์เลยหรือไง? เลยต้องปล่อยให้ท่านมาซดน้ำราเขียว (ญาติกับชาเขียว) แบบหิวกระหายถึงเพียงนี้่... ผมได้แต่ตั้งข้อสงสัยในใจ จนกระทั่งบก.บิ๊กเดินทางมาถึง ผมก็ยังไม่กล้าถาม เพราะกลัวว่าอาจจะได้ปากแตกแบบท่านแมวเทพพิทักษ์ ...ด้วยท่าพิฆาตฝ่ามือหมีตบของท่าน บก.บิ๊ก เสียเอง

คุยกันได้พักใหญ่...ก็พบบุคคลสำคัญท่านหนึ่งเดินทางมาถึง ท่านนั้นคือ...

บก. & มาสเตอร์

                     บก.บิ๊ก                       เว็บมาสเตอร์เว็บ X-วัยรุ่น (เอ๊กซ์ทีน)

...

พบว่าทางเว็บมาสเตอร์เดินทางมาไกลยิ่ง ละม้ายคล้ายถังซัมจั๋งเดินทางไปชมพูทวีป ด้วยการต่อรถมา 4 รอบ เพื่อมาดูหน้าและชี้ตัวผู้ต้องหาคดีดองบล็อก...สร้างความซาบซึ้งตราตรึงขึงพืดใจข้าพเจ้ายิ่งนัก (หารู้ไม่...ที่จริงคือพี่แกแวะมากินข้าวตะหาก) คุยกันได้ซัีกพักก็ขึ้นไปยังออฟฟิศ a book ....

ถึงตรงนี้ขออนุญาตไม่เล่าต่อ...เพราะสถานการณ์มันวุ่นวายมาก
จนความทรงจำผมขาดหายไป...
เมื่อผมย่างก้าวเข้าไปในออฟฟิศ a book....

- จบตอน -  = ก็เป็นหมันอ่ะดิ... 

 

หมายเหตุ : หรือติดตามเรียลริตี้ " นั่งรถไฟไป a book " ได้ทาง http://twitter.com/phuphu
(ฉายแบบ side story ถึงวันที่ 17 สิงหาคม ศกนี้...เท่านั้น)


รักษาสุขภาพ(จิต)ด้วยครับ
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
つづく

 

ลอร์ดฟิลลิป ภูภู่ฯ ที่ ๓.๑ View my profile

Recommend

Favourites